Affiliate คืออะไร ไม่มีเว็บ ไม่สินค้า ก็สามารถหารายได้ได้จริงหรือ? แล้วรายได้จากการช่วยขายของให้กับคนอื่นมาจากไหน  เริ่มยังไงดี

Affiliate
ภาพโดย mohamed Hassan จาก Pixabay

จากการคาดการณ์ ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทย ในปีนี้เติบโต 12% มูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท เป็นตลาดที่มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี นั้นเพราะคนไทยที่มีความรู้ความเข้าใจในการสั่งสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น
กล่าวได้ว่า e-Commerce กำลังพุ่งทะยานสร้างรายได้มากมายมหาศาล จึงเกิดแรงกระเพื่อมในแวดวงธุรกิจ แบรนด์ต่างๆ เริ่มเข้ามาเปิดร้านค้าออนไลนผ่านเว็บไซต์แบรนด์ อีมาร์เก็ตเพลส และ โซเชียลมีเดีย มากขึ้น รวมไปถึงผู้ประกอบการใหม่ ที่หันมาจับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ตลอดจนผู้ประกอบการเดิมที่ทำธุรกิจแบบออฟไลน์ ก็หันมาสนใจที่จะปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ถึงจะรู้ว่า e-Commerce จะสร้างรายได้ได้มากมาย แต่อีกหลายคนอาจจะมีข้อจำกัด อาทิเขียนเว็บไม่เป็น ไม่มีต้นทุน มีแค่คอมพิวเตอร์คู่ใจ หรือไม่มีสินค้าที่จะขาย เหล่านั้นจะไม่เป็นปัญหา เพราะวันนี้เราจะมีการแนะนำวิธีการที่เราจะสามารถหาเงินได้จากการช่วยขายของให้กับคนอื่น หรือที่เรียกว่า Affiliate Marketing

Affiliate Marketing คืออะไร

Affiliate
ภาพโดย mohamed Hassan จาก Pixabay

Advertiser : เจ้าของสินค้าหรือบริการ ที่มีความต้องการที่จะขายสินค้าออนไลน์

Publisher : ผู้ที่จะเป็นคนช่วยทำให้สินค้าหรือบริการนั้นขายออก

แอฟฟิลิเอท คือ การที่เราทำตัว Publisher ให้กับ Advertiser โดยการสร้างคอนเทนท์ในรูปแบบต่างๆ (เช่น การสร้างคอนเทนต์บทความ หรือการยิงโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายสินค้า) แล้วก็เอาลิ้งค์ที่เราไปสมัครแอฟฟิลิเอทไว้เอามาวาง เมื่อกลุ่มลูกค้าเกิดความสนใจในตัวสินค้าแล้วคลิกซื้อผ่านลิ้งค์ที่เราวางไว้ เราก็จะได้เงินค่าคอมมิชชั่นตามที่เจ้าของสินค้าหรือบริการนั้นกำหนดไว้ให้

ประโยชน์ที่คนช่วยโปรโมทหรือคนช่วยขาย (Publisher) จะได้รับ

  1. ค่าคอมมิชชั่นตามที่ผู้ขายเป็นคนกำหนด
  2. ไม่ต้องเก็บหรือสต๊อกสินค้า ทำให้ไม่มีความเสี่ยง
  3. มีโอกาสสร้างรายได้ จากที่ปกติเขียนบทความลงเว็บไซต์อยู่แล้ว
  4. สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าเว็บไซต์ไม่มีใครมาซื้อพื้นที่โฆษณา (Banner) เราก็สามารถแทนที่แอฟฟิลิเอท เข้าไปได้ทันที
  5. มีโอกาสสร้างรายได้สูงกว่า Google Adsense

Affiliate Provider  

ก็คือผู้ให้บริการระบบแอฟฟิลิเอท ซึ่งมีหน้าที่คอยดูแลทั้ง Advertiser และ Publisher เพื่อให้ธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น โปรงใส ตรวจสอบได้ ส่งข้อมูลข่าวสารให้ทั้งสองฝั่ง และที่สำคัญที่สุดคือติดโค้ด (Tracking Code) เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่า Publisher เจ้าไหนทำให้เกิดการขาย และเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ต้องได้ค่าคอมมิชชั่นเท่าไหร่

ตัวอย่างเว็บ e-Commerce ที่โด่งดังอย่าง Amazon ก็มีระบบการให้แอฟฟิลิเอทช่วยในการขายสินค้าเช่นกัน
 https://affiliate-program.amazon.com/

โดย Amazon จะจ่ายเงินจากจำนวนของที่ขายได้จากการดึงคนเข้าสู่เว็บของคุณคิดเป็น % ของยอดขาย ถ้ายิ่งขายได้มาก ก็จะยิ่งได้ % มากขึ้น


Affiliate Provider ในไทยที่คุ้นเคย

Lazada
ทุกคนคงรู้จักกันดีอยู่แล้วว่าเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของภูมิภาคนี้เลย ซึ่งตัดสินใจทำระบบแอฟฟิลิเอทเป็นของตัวเอง นั้นก็หมายความว่า Lazada เป็นทั้ง Advertiser และเป็นแอฟฟิลิเอท Provider ไปด้วยในตัว แค่เราสมัครแอฟฟิลิเอทกับ Lazada เราก็สามารถเลือกสินค้าที่เราใช้อยู่ มาเล่าเรื่องราว ทำรีวิว แล้วก็วางลิ้งค์แอฟฟิลิเอทเอาไว้ให้คนที่สนใจในตัวสินค้านั้นๆมาซื้อผ่านลิงค์ของเราได้เลย

จุดเด่น มีสินค้าเยอะมาก เกือบทุกชนิด มีผู้เข้าใช้งานหลักสิบล้านต่อเดือน ทำให้ร้านค้าที่ตั้งร้านอยู่ในลาซาด้ามีโอกาสขายได้สูง และเช่นเดียวกัน Publisher ที่ช่วยลาซาด้าโปรโมทก็มีโอกาสสูงที่จะได้ค่าคอมมิชชั่นเช่นกัน

ทำเงินอย่างไรได้บ้าง

Affiliate
Photo by Moose Photos from Pexels

แต่ละบริษัทจะมีวิธีจ่ายเงินหลักๆ อยู่ 2 แบบ คือ

  • CPC (Cost per click) เมื่อมีคนคลิกที่แบนเนอร์หรือลิงค์ที่เราวางแปะไว้บนหน้าบทความของเรา ทางบริษัทถึงจะจ่ายเงินให้

  • CPA (Cost per action) ต่างกับด้านบนตรงที่ไม่ได้นับจำนวนคลิก แต่นับที่จำนวนแอคชั่น หรือการกดสั่งซื้อสินค้าและบริการนั้นๆ แทน ลูกค้าจ่ายเงินเมื่อไหร่ เราถึงก็จะได้เงินจากบริษัท

วิธีเริ่มต้นหารายได้จากแอฟฟิลิเอท  

1.เลือกหมวดหมู่สินค้าหรือบริการ

การเลือกสินค้าและบริการก็เหมือนการเลือกว่าใครจะเป็นกลุ่มลูกค้าของเรา ยิ่งเฉพาะเจาะจงได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี และพยายามเลือกจากความชอบของเราด้วย เพื่อให้มีแรงจูงใจในการทำงานต่อไปได้นานๆ

ตัวอย่างเช่น เรามีความชอบแนวสายฝ. เราก็ทำคอนเทนท์วิธีแต่งหน้าสายฝ. ลุคสาวผิวแทน พร้อมกับแปะลิ้งค์ แอฟฟิลิเอท หรือแปะแบนเนอร์ของแบรนด์ที่ขายเครื่องสำอางสายฝ.ก็ได้

หรือวิธีการทำคอนเทนท์ครั้งเดียว แต่สามารถใส่ลิ้งค์แบรนด์ได้ 3-4 อัน  เช่นถ้าเราเป็นสาย Technology เราก็อาจจะเลือกพวกสมาร์ทโฟนมาทำคอนเทนท์ ทำเป็นตารางเปรียบเทียบในสเป็คที่ใกล้เคียงกันว่าแบบไหนจะคุ้มค่าที่สุด พร้อมกับแนบลิ้งค์ซ่อนเอาไว้หลังข้อความแบบ Call to Action เช่น สนใจตามมาซื้อได้ที่นี่ เป็นต้น

2.การเลือกสินค้าให้ตรงกับ Niche

ปัจจุบันถึงเว็บไซต์ดังๆ อีกหลายเจ้าใน(สาย E-commerce) ที่มี Affiliate Marketing Program ของตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือการเลือกสินค้าให้เหมาะกับ Niche ของคุณ

อย่างเช่น เว็บไซต์ของคุณให้ความรู้เกี่ยวกับสาย digital marketing แต่เอาดีลสายการบินมาโปรโมตให้ผู้ติดตาม  มันคงจะไม่เหมาะสักเท่าไหร่

3.สร้างแพลทฟอร์มในการทำแอฟฟิลิเอท

สำหรับคนที่ไม่ถนัดทำเว็บเท่าไหร่ ก็เริ่มจากการใช้แพลตฟอร์มโซเชี่ยลแบบฟรีไปก่อนได้ อย่างเช่น FB Page Youtube หรือ Social media อื่นๆ ซึ่งก็สร้างผลลัพธ์ได้เช่นกัน

ส่วนใครที่แอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยก็แนะนำใช้ WordPress ในการทำเว็บไซต์ ซึ่งทาง BiZiON ได้เขียนบทความแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์ไว้ คุณสามารถนำความรู้นั้นมาใช้ได้เลย

4.สร้างคอนเทนท์ที่มีคุณค่า

เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้ลูกค้าได้อย่างดีที่สุด พยายามใส่แนวความคิดว่าเรากำลังให้คุณค่ากับคนที่อ่าน ลูกค้าจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากตัวคอนเทนท์ที่เราทำ หรือเราคิดว่าเราอยากรู้ในสิ่งเหล่านี้ ที่ทั้งแบรนด์และที่ไหนๆก็ไม่เคยบอกเรา แต่เราก็สามารถมาเขียนให้คำตอบคุณลูกค้าได้ เปอร์เซ็นต์ที่คนจะคลิกลิ้งค์เพื่อซื้อสินค้าก็มีสูงขึ้นด้วย

5.สร้างฐานลูกค้าและฐานแฟนคลับ

นอกจากการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าออกไป ให้เกิดการติดตามถือเป็นการสร้างฐานแฟนคลับและฐานลูกค้า ที่ชื่นชอบในเนื้อหาของเราแล้ว การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเเฟนคลับ ให้อินไปกับเราก็มีส่วนสำคัญ สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการมีส่วนร่วม การให้คำเเนะเพิ่มเติม พยายามตอบคำถาม ตอบคอมเมนท์ลูกค้าสม่ำเสมอ

เนื่องจากว่าการหาเงินด้วยวิธีเป็นแบบ Passive Income หรือการลงทุนทำเพียงแค่หนึ่งครั้งก็หาเงินได้เรื่อยๆอย่างไม่รู้จบ เปอร์เซ็นต์ที่เราจะได้จากสินค้าครั้งหนึ่งจึงไม่ได้มากมายนัก แต่เมื่อไหร่ที่หน้าคอนเทนท์ของเรานั้นติดเสิร์ชบนกูเกิลแล้ว มีผู้ชมคนเข้าชมเว็บเยอะ ยอดการสั่งซื้อพุ่งขึ้น ก็เท่ากับว่าเราทำงานแค่ครั้งเดียวแล้วสามารถเก็บรายได้ ได้เรื่อยๆ

ดังนั้นจึงต้องใช้ความขยัน อดทน ทำงานในหลักการเดิม ทำซ้ำจนเกิดเป็นความสำเร็จนั่นเอง

ข้อควรระวัง

ควรระวังสำหรับการทำ แอฟฟิลิเอท ก็คือ มีการแฝงตัวของการขายตรงในรูปแบบแชร์ลูกโซ่ตามเว็บต่างๆ
ดังนั้นการเลือกเว็บแอฟฟิลิเอท ที่มีการรับรองจากรัฐบาล อย่างเช่นมีการลงทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์อย่างถูกต้อง พร้อมเครื่องหมาย DBD Registered
หรือถ้าเป็นอาหารเสริม ยาต่างๆ ก็ควรจะตรวจสอบให้แน่ใจว่า สินค้าเป็นสินค้าที่มีการจดทะเบียนกับ อย. อย่างถูกต้องตามกฎหมายจริงๆ
และไม่ควรจะมีค่าใช้จ่ายใดๆ ในการสมัครเป็นแอฟฟิลิเอทเพราะเราไม่ได้ทำการ stock สินค้า แต่เราช่วยหาลูกค้าไปซื้อเท่านั้น

สรุป

และนี่ก็คือบทความแนะนำให้รู้จักกับแอฟฟิลิเอทแบบเบื้องต้นและการหารายได้จากการช่วยขายสินค้าของคนอื่น  ถ้าหากคุณรู้จักการใช้การตลาดแบบช่วยขายให้เกิดประโยชน์ (และใช้อย่างถูกต้อง) เราเชื่อว่ามันจะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้แล้ว ยิ่งเราลงมือทำเยอะ ประสบการณ์เราก็จะเยอะตามไปด้วย แล้วเราก็จะรู้ว่าแบบไหนเวิร์ค แบบไหนไม่เวิร์ค และวิธีไหนจะเหมาะกับตัวตนของเราได้มากที่สุด


ขอบคุณค่ะ 🙂

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here